Nach oben

Ich habe meine Ausbildung im Sommer 2004 im Wat Po in Bangkok absolviert. Dabei habe ich 4 Ausbildungsmodule besucht und auch positiv abgeschlossen. Ich bin gebürtige Thailänderin und hatte daher auch die Möglichkeit Module im Wat Po zu besuchen, die „Nicht-Thailändern“ nicht zugänglich sind. Die folgenden Zeugnisse belegen den positiven Abschluss meiner Ausbildung.

   

WatPo is popularly known as the Temple of The Reclining Buddha, as being Thailand's firstopen university under the King patronage. Many fields of knowledge and technology for those days were gathered at WatPo: for example, histoty, religion, literature, arts, colture, medical science, physical therapy and pharmacy.

The WatPo Thai Traditional Medical and Massage School (Wat Po TTW) was opened since 1955. WatPo TTM is the first Thai Medical school under controlled of The Ministry of Education of Thailand. From starting, WatPo TTm offers 4 basic courses of Thai medical that are Thai pharmacy, Thai medication, Thai midwifery and Thai massage. During the past five decades, a lot fo Thais and foreigners have passed our courses and employed in healthy, massage and spa businesses all over the world. Treatments such as thai massage and foot massage offerint at WatPo TTM are one of the most well-known massage treatments in Thailand.

In 2004, WatPo TTM cooperated with the Chetawan Thai Traditional Massage School launches 2 new branches in Nonthaburi province called Chetawan (ChaengWatthana) and in Chiangmai province called Chetawan (Chiangmai). Both of them provide massage courses and massage treatments under controlled of Wat Po TTM as well as in the headquarter.

 

 

Modul 1 Basismodul                                                          Modul 2 Therapie Modul
    

Modul 3 Fussmassage                                                        Modul 4 Nachsorge von Müttern nach der Geburt inkl der Anwendung von Kräutern
  

Wien Juni 2005 150 Std. Weiterbildung Thai-Massage      Bangkok August 2006 Öl Massage und Aromatherapy
    
 

 

การแพทย์แผนไทย และการนวดแผนโบราณ มีประวัติความเป็นมาคู่กับชาติไทยมาแต่โบราณ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรมแพทย์และกรมหมอนวดนั้นถือได้ว่าเป็นกรมใหญ่ซึ่งต้องรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตามทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในกฎหมายตราสามดวงเล่ม ๑ (พ.ศ.๑๙๙๘) บันทึกไว้ว่า “หลวงราชรักษาเจ้ากรมหมอนวดขวา และหลวงราโชเจ้ากรมหมอนวดซ้าย ถือนาดล ๑๖๐๐ ไร่ ขุนภักดีองค์และขุนองครักษา ปลัดกรมขวาและซ้าย นาดล ๘๐๐ ไร่ หมื่นแก้ววรเลือก หมื่นวาโยวาด หมื่นวาโยวาศ และหมื่นวาโยชัย นาดล ๖๐๐ ไร่ ...” ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการรวบรวมตำรับยาต่างๆ ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” การแพทย์แผนไทยก็ยังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีการเปิดร้านจัดยาและขายยาสมุนไพรตามใบสั่งอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกกำแพงพระนคร ซึ่งแม้ในขณะนั้นมิชชั่นนารีชาวฝรั่งเศษได้นำการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในประเทศ ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าแพทย์แผนไทย

ในสมัยโบราณนั้น ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์และการนวดของไทยจะสั่งสอนสืบต่อกันเป็นทอดๆ โดยครูจะรับตัวศิษย์ไว้แล้วค่อยสั่งค่อยสอนให้จดจำความรู้ต่างๆ ความรู้ที่สืบทอดกันมานั้น อาจเพิ่มพูน สูญหาย หรือเพี้ยนไปบ้างตามความสามารถของครูและศิษย์เป็นสำคัญ จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ “วัดโพธาราม” หรือ “วัดโพธิ์” ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ทรงให้รวบรวม ตำรายา ฤาษีดัดตน จวบจนตำราการนวด แล้วให้จารึกไว้ตามศาลาราย เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาโดยทั่วกัน ต่อมาใน พ.ศ.๒๓๗๕ ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณะวัดโพธิ์ใหม่ ทรงให้หล่อรูปฤษีดัดตนเป็นโลหะ และทรงให้รวบรวมตำราการนวดและตำราการแพทย์จารึกในวัดโพธิ์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปศึกษา และนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ในพ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระปิยะมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯให้แพทย์หลวงจัดสังคายนา และแปลตำราแพทย์จากภาษาบาลี และสันสกฤตเป็นภาษาไทย เรียกว่าตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ (ฉบับหลวง) ซึ่งตำรานี้ได้แยกการนวดเป็นภาควิชาหัตถศาสตร์ เรียกว่า “ตำราแบบนวดฉบับหลวง”

ในพ.ศ. ๒๔๖๖ มีการออกพระราชบัญญัติการแพทย์ (การประกอบโรคศิลปะ) โดยแบ่งการแพทย์เป็น ๒ แผน คือ แพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนโบราณ แพทย์แผนโบราณแบ่งออกเป็น ๔ สาขา คือ สาขาเวชกรรมแผนโบราณ สาขาเภสัชกรรมแผนโบราณ สาขาผดุงครรภ์แผนโบราณ และสาขานวดแผนโบราณ และเมื่อมีการออกพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะใหม่ (พ.ศ.๒๔๗๙) ได้มีการตัดสาขาการนวดแผนโบราณออก ในพ.ศ.๒๔๙๘ ท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (ปุ่น ปุณณสิริ) ซึ่งต่อมาท่านได้เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ ได้จัดตั้งสมาคมแพทย์แผนโบราณ และโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน(วัดโพธิ์)ขึ้น โดยโรงเรียนได้เริ่มเปิดสอนวิชาแพทย์แผนโบราณทั้ง ๓ สาขาวิชาตามกฎหมาย

ใน พ.ศ.๒๕๐๔ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จวัดโพธิ์ คณะอาจารย์ได้นำตำราของโรงเรียนฯขึ้นทูลเกล้าถวาย พระองค์ทรงรับสั่งถามว่ามีการนวดสอนหรือไม่ จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเป็นผลให้มีการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการนวดมาจัดทำเป็นหลักสูตร และเริ่มเปิดสอนตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๕ โรงเรียนจึงมีการเรียนการสอนครบทั้ง ๔ สาขาวิชามาจนถึงปัจจุบัน ในพ.ศ.๒๕๓๔ ทางโรงเรียนฯโดย นายกำธร ตั้งตรงจิตร อดีตนายกสมาคมแพทย์แผนโบราณ ได้จัดทำตำราการนวดฉบับมาตรฐานขึ้น โดยเชิญอาจารย์สอนนวดในวัดโพธิ์เข้าร่วมประชุมสัมมนา จัดวางแนว จัดผัง และลำดับการนวดให้ผ่านจุดแนวเส้นประธานทั้งสิบ เพื่อใช้เป็นท่านวดมาตรฐานสำหรับการเรียนการสอน คัดเลือกท่าดัดต่างๆ เก็บไว้แต่ท่าที่ปลอดภัยให้ผลดี ท่าไหนที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่ ก็ได้แยกไว้ หากผู้ใดจะนำไปปฏิบัติก็ให้ไตร่ตรองถึงคุณ และโทษอย่างถี่ถ้วน ซึ่งตำราการนวดนี้ยังคงใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการเรียนการสอนอยู่จนถึงปัจจุบัน


IMRESSUM

Stand: 09.06.05

Webmaster Andre Savila